ข่าวจาก นสพ. กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 27 เม.ย. 2545
เรื่อง : มโนมัย มโนภาพ
ภาพ : รุ่งโรจน์ ยงฤทธิ์
................
นี่คือบทสัมภาษณ์ที่พยายามถ่ายทอดความเป็น ดาจิม ในแง่มุมใหม่ๆ ซึ่งแตกต่างไปจากความดิบเถื่อนหรือแม้กระทั่งความสะอาดสะอ้าน (แบบขัดสีฉวีวรรณ) ที่เราได้ยินผ่านจากอัลบั้มทั้ง 3 ชุดของเขา
........................
ภาพลักษณ์คุณเป็นอันเดอร์กราวด์มาก่อน (ใต้ดิน) แล้วจู่ๆ พรวดพราดขึ้นมาเดินเหินบนดิน ทำให้ผู้คนสงสัยกันไม่น้อยว่าการอยู่บนดินของคุณนั้นไปด้วยกันได้ไหมกับธรรมชาติที่แท้จริงในตัวคุณ
ไปด้วยกันได้ เรื่องนี้ตัวผมไม่ค่อยซีเรียสเท่าไหร่ เอาเข้าจริงๆ มันเหมือนกับการทำเพลงชุดแรก เพราะดูจากเนื้อร้องชุดแรกของผม มันไม่ค่อยหยาบเท่าไหร่ คนฟังบางส่วนอาจจะรู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง
เพราะความจริงก็คือผมมาดังเอาตอนทำชุดสอง อย่างที่รู้กันว่าในเนื้อร้องของชุดสองมันเป็นยังไง ภาพลักษณ์เลยติดมาว่าดาจิมจะต้องหยาบคาย แล้วพวกคนฟังที่เป็นแฟนจากงานชุดที่สองก็คงอดคิดไม่ได้ เอ๊ะ ! แล้วผมจะเขียนเพลงยังไง พอผมมาอยู่บนดินแล้ว มันก็จะไม่มีคำแบบนั้น ท่าทางคงจะลำบากแน่ๆ เลย นี่มันไม่ใช่ตัวเรา ซึ่งจริงๆ มันไม่ได้เป็นอย่างนั้น
รู้ไหมก่อนที่ผมจะออกเทปชุดแรก ผมเขียนมาแบบธรรมดานั่นแหละ เพียงแต่ว่าผมเขียนได้หลายอย่าง ก็เท่านั้นเอง ทำนองว่าอยากลอง ตอนทำเดโม ผมจะเอามาเสนอค่าย เอามาทำบนดินตั้งแต่ต้นเลยก็ได้ แต่ผมตัดสินใจไม่ทำเอง เพราะอยากออกแบบใต้ดินมากกว่า
ทีนี้พอออกใต้ดิน ชุดแรกมันไม่เท่าไหร่ ชุดที่สองออกมาผมทำแบบเต็มเหนี่ยวเลย เนื้อหามันแรงเกินไป จนแบบว่าทำให้ "บุคคลมีสี" เขาไม่พอใจ เราก็ทำไม่ได้แล้ว ถ้าทำออกมาแบบนี้อีก คราวนี้ผมคงติดคุกแน่เลย
เอาเข้าจริงๆ เขาก็บอกว่าทำใต้ดินได้ครับ แต่ห้ามมีคำหยาบคาย แล้วผมจะทำไปเพื่ออะไรล่ะ ทำเพลงใต้ดินแต่ไม่มีคำหยาบ มันขายไม่ได้แน่นอน เพราะคนฟังเพลงใต้ดินก็คือคนที่อยากฟังอะไรที่มันรุนแรง ที่มันไม่เหมือนบนดิน อยากฟังเพลงที่มันใคร่ๆ อยู่แล้ว
ถ้าเปรียบเทียบกับเพลงแร็พในต่างประเทศล่ะ ทั้งที่ประเทศไทยก็ประชาธิปไตยเหมือนกัน คุณคิดอย่างไร
ใช่ แบบนั้นเขาไม่จำเป็นต้องอยู่ใต้ดินเลย อยู่บนดินอย่าง เอมิเน็ม (Eminem) ซึ่งมันขายทั่วโลกเลย มันยังหยาบคายขนาดไหน คิดดูก็แล้วกัน
อาจจะเป็นเพราะปัญหาด้านวัฒนธรรม ทำนองว่าบ้านเรามักจะโยงไปถึงเด็กและเยาวชน บ้านเรามักจะมีเรื่องของศีลธรรมมาเป็นกรอบอยู่ ดูหนังเป็นตัวอย่างก็ได้ เมืองนอกเขามีหนังฆาตกรรม หนังโหดๆ หนังเรทอาร์ เขายังมีให้ดูกันได้ แต่บ้านเราทำแบบนั้นไม่ได้
แล้วในช่วงที่ทำชุดที่สองออกมา คุณคิดถึงกรอบพวกนี้มั้ย คิดถึงปฏิกิริยาตอบสนองจะกลับมาหาตัวเองยังไง
ตอนที่ทำชุดที่สอง ผมไม่ได้คิดอะไรเลย คิดแต่ว่าทางออกของเรา เอ็น.วาย.ยู.คลับ (N.Y.U.Club) เรามีนโยบายที่จะทำเพลงให้มันเป็นอินดี้ (indie) ไง ไม่งั้นไม่ตั้งชื่อออกมาว่า นิวยอร์ก อันเดอร์กราวด์ คลับ หรอก เพราะคำว่า นิวยอร์ก อันเดอร์กราวด์ คลับ หมายความว่า บนดินของนิวยอร์กขนาดไหน อันเดอร์กราวด์มันจะต้องหนักกว่านั้นเยอะ ผมต้องการให้มันสุดๆ ให้มันสมกับชื่อ
อีกอย่าง เราคิดว่าเราไม่มีงบโปรโมท ไม่มีทั้งวิทยุหรือหนังสือ อะไรอย่างนี้ อาจจะลงหนังสือบ้าง แต่เขาก็มาขอสัมภาษณ์เราเอง ก็ไม่คิดว่าจะเป็นการโปรโมทไป ดังนั้น เราจึงไม่คาดหวังว่ามันจะต้องดัง หรือกลายเป็นเรื่องใหญ่โตอะไรขนาดนี้ ผมทำเพื่อเอาความสะใจอย่างเดียว คนจะชอบก็ซื้อไป เราก็ไม่ได้บังคับด้วยว่าจะต้องมาซื้อผลงานของเรา
แต่ทีนี้ ผลลัพธ์ที่ได้รับกลับมาก็คือเด็กวัยรุ่นชอบเยอะ ปัญหาตามมาก็คือเด็กอายุไม่ถึงเกณฑ์ เด็กที่ยังเล็กเกินไป พอเอาไปเปิดฟัง ผลปรากฏว่าพ่อแม่ผู้ปกครองไม่ชอบใจ เลยเป็นที่มาของเรื่องนี้
เรื่องปัญหาเด็กเล็กหันมาชอบฟังงานของคุณนี่ ในฐานะคนใต้ดินมาก่อนเคยคิดไหมว่าควรจะเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่จะคอยกลั่นกรองมากกว่ามาควบคุมการทำงานของเรา ขณะที่เด็กโตก็พอจะฟังได้
เรื่องเด็กเล็กนี่พูดลำบากอยู่ โอ (ทำเสียงเหนื่อยอ่อน) เพราะว่าเป็นเหมือนแฟชั่นในกลุ่มของเขา พวกอายุไม่เกิน 12-13 ขวบ คือเพื่อนในกลุ่มคนหนึ่งฟัง คนนั้นอาจจะเป็นหัวหน้ากลุ่ม เป็นหัวโจกของกลุ่ม แล้วพอคุยกัน ก็ถามพรรคพวกว่ามีเทปดาจิมรึยัง ถ้ายังไม่มีนะ เชย ! เพลงมัน ก็เอาไปเผยแพร่กันในกลุ่มกันปากต่อปากของเขาไป อันนี้ผมเจอมากับตัวเอง เด็กๆ มาบอกว่าเพลงพี่มัน
จริงแล้ว มันมีสองกลุ่มด้วยกัน กลุ่มหนึ่งคือไม่ชอบ ก็คือเกลียด ไม่เห็นด้วย อีกกลุ่มหนึ่งชอบ พ่อแม่ของเขาก็โอเค แล้วเขาก็มีวิธีบอกลูกเขาว่านี่หมายถึงอะไร คำหยาบคืออะไร คำหยาบคือสิ่งที่คนไม่พูดกัน แต่ที่พูดไปเพราะว่าอารมณ์ในกลุ่มตอนนั้น มันต้องมีบ้าง อะไรทำนองนี้ นี่คือสิ่งที่พ่อแม่เขาจะเอาไปสอนเด็กกัน ก็แล้วแต่ว่าจะมีวิธีอย่างไร
แต่คิดว่าถ้าเป็นเด็กเล็กมากๆ ส่วนใหญ่พ่อแม่จะไม่ชอบ แต่ถ้าเป็นเด็กอายุ 18 ขึ้นมาแล้ว อันนี้ไม่ค่อยจะมีปัญหาอะไร เพราะเด็กพวกนี้เวลาจะเอามาฟัง ก็พอรู้ว่าควรจะเปิดตอนไหน อย่างไร คือเป็นเด็กที่โตขึ้นมาอีกหน่อย
จากที่คุณบอกว่าเทปชุดแรกมีเนื้อหาเบากว่า เป็นเพราะอะไร
ชุดแรกนี่มีเงื่อนไขหลายอย่าง อย่างแรกประสบการณ์เราก็ยังไม่มี อีกอย่างการที่เราไม่คาดหวังอะไรมาก มันเลยออกมาอย่างนั้น
พูดตามตรงก็คือว่าด้วยน้ำเสียงของผม เคยมีผู้ใหญ่สมัยก่อนแนะนำว่าผมควรร้องเพลงฮิพ-ฮ็อพในสไตล์ที่ตลก เพราะน้ำเสียงของผมจะค่อนข้างแหลมๆ จะออกตลกๆ แปร๋นๆ แล้วเพลงที่เอามาเล่าเรื่องก็ควรจะออกแนวตลก เป็นเรื่องที่คนไม่คิดกัน อย่างชุดก็จะมีเพลง "กุมารทอง" โม้เป็นตุเป็นตะเลยว่ากุมารทองมันทำไอ้โน่นทำไอ้นี่ ซึ่งแนวควรจะออกไปอย่างนั้น
แต่พอทำไปแล้ว มันไม่โอเคไง มันเงียบๆ ขายได้ไม่ถึงพันม้วน จนชุดสองดังถึงมีคนมาตามซื้อชุดหนึ่ง
พอผมมาทำชุดสอง จังหวะกระแสปีที่แล้ว มีวงดังอย่าง เอมิเน็ม มี ลิมพ์บิสกิต โผล่เข้ามาแบบเพลงมีเนื้อหารุนแรงมาก เราก็คิดว่าเราทำแบบตลกในชุดหนึ่งไปแล้ว ชุดที่สอง ก็เลยให้เป็นอย่างชื่อชุด Hip Hop Above The Law เราอยากท้าทายอะไรสักอย่างแล้ว ผมรู้เท่าไม่ถึงการณ์ คิดว่าคงไม่มีคนฟังงานของเราน่ะ คือผมไม่เคยคิดเข้าข้างตัวเองว่า เฮ้ย ! แม่งต้องดัง ต้องมีคนฟังเยอะ ถ้าผมรู้ล่วงหน้าว่าเรื่องมันจะต้องเป็นแบบนี้ ว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น ผมคงไม่กล้าใส่เต็มๆ สุดๆ อย่างนั้นแน่นอน
ถ้าเพลงแร็พของคุณไม่ไปแตะต้องเจ้าหน้าที่บ้านเมือง หมายถึง "ลูกเสือ" กลุ่มนั้น โดยทำเรื่องทะลึ่งตึงตังต่อไป ก็อาจจะไม่มีปัญหาอย่างนี้ก็ได้ ?
ใช่ครับ มันเป็นส่วนหนึ่ง เพราะประเด็นที่เอามาพูดกันนั้น อย่างเพลง "เสือกทำไม" ไปตรงกับนโยบายจัดระเบียบสังคมอยู่พอดี ทั้งที่ตอนที่เทปชุดนี้ออกมา เรายังไม่มีเรื่องจัดระเบียบกันด้วยซ้ำ แต่พอวางเทปไปสี่เดือนให้หลัง การจัดระเบียบสังคมเริ่มแรงขึ้นเรื่อยๆ ผมก็ไปซวยตรงที่ว่าเพลงนี้ดันไปถูกใจดีเจในผับ แล้วมันตรงกับเรื่องของเค้าพอดี พอผับถึงเวลาปิด ตำรวจมาไล่จริง ดีเจพวกนี้เอาเพลงไปอัดใส่ โอ้โห คนทำเพลงซวยไปเลย
แล้วทีนี้ตอนผับปิดน่ะ คนเมาพวกนี้อยากกินต่อ ก็เลยร้องอัดกันสุดๆ อัดต่อหน้าตำรวจเลย พอเขาเดินเข้ามาก็ร้องอัดใส่หู พวกเขาคงโกรธเลยสืบหาต้นตอ
เคยให้ทนายความดูเนื้อความบ้างไหมว่า สิ่งที่เราร้องเป็นการแสดงออกเป็นสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน กล่าวคือไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ เจ้าพนักงานจะเอากฎหมายลูกฉบับไหนมาเอาผิดเรา
เรื่องนี้ ผมไม่ค่อยรู้เท่าไหร่ ก็มีทางผู้ใหญ่ของผม เอ็น.วาย.ยู. เขาจัดการแทนผม แล้วถ้าเป็นการสัมภาษณ์ ดีเจ ดิ๊ก-อิท-ออล เขาเป็นผู้ใหญ่กว่าผม เขาจะเป็นคนตอบได้ดีกว่า ... เท่าที่ผมรู้ เขาคงไม่อยากทำให้เรื่องนี้มันยุ่งยาก แล้วก็แล้วไปดีกว่า
ผมโดนจับช่วงต้นเดือนกันยายน ปีที่แล้ว ครั้งแรกโดยกองปราบฯ แล้วก็สั่งห้ามทำเทปอีก รวมๆ ก็คือไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่อาจจะมีสต็อกเหลือของร้านค้าบางแห่ง หลังจากนั้นผมเพิ่งไปแถลงข่าวมาใหม่ๆ แต่คราวนี้ไม่ใช่กองปราบฯ เป็นกองกำกับการสวัสดิภาพเด็กและเยาวชน เมื่อต้นเดือนเมษายนนี้เอง
คราวนี้มาในรูปแบบที่ว่ามันยังมีเทปเก่าขายอยู่ คือเขาไปจับที่ร้ายเจยู พันธุ์ทิพย์ ก็สืบว่าเป็นมายังไง เอ้า ดาจิมไปอยู่กับค่ายจีนี่แล้วทำไมมีเทปพวกนี้ออกมาขายอีก ก็เลยต้องไปแถลงข่าวว่า ผมไม่รู้เรื่อง ผมกับดีเจดิ๊ก-อิท-ออล ไม่เกี่ยว ร้านค้าพวกนี้เขาอาจจะมี ... สมัยนี้ แค่มีแค่นี้ (ชี้ไปที่ซีดีชุด 1 และ 2 บนโต๊ะ) ก็เอาไปปั๊มเทปได้สบาย
ขนาดมีแต่เทปอย่างเดียวยังไปใส่คอมพ์ ปั๊มทำซีดีได้เลย โดยตอนแรกทำเป็น MP3 น่ะ แล้วนับประสาอะไร โอ้โห ถ้าหากมีมาสเตอร์เป็นซีดีแบบนี้ จะเอาไปทำไม่ได้ เขาไปก๊อบขายเอง (ผม)ไม่รู้ ทางกองกำกับการสวัสดิภาพเด็กและเยาวชนก็เลยมีกฎออกมาว่า ถ้าสมมติว่าต่อไปร้านมีการขาย เขาจะจับทั้งคนขายและคนซื้อ ข้อหาก็จะเหมือนหนังโป๊ เหมือนวีซีดีโป๊ไปเลย (พูดด้วยน้ำเสียงปกติมาก)
แล้วไม่รู้สึกเสียใจบ้างเลยเหรอ เพราะมันเป็นผลงานที่เราตั้งใจทำออกมาแล้วถูกประเมินไปอีกแบบหนึ่งว่าหยาบคาย เถื่อนเกินไป รับไม่ได้
ตอนแรกที่โดนจับ ผมก็งงอยู่เหมือนกัน เพราะไม่เคยมี นี่เป็นกรณีแรกของนักร้องอินดี้ประเทศไทยที่ทำเพลงออกมาแล้วโดนจับเพราะว่ามันหยาบเกินไป ซึ่งสมัยก่อน มันก็มี เฮฟวีมด, ซีเปีย อะไรประมาณอย่างนี้ แต่ก็ไม่โดนจับ อาจจะเป็นเพราะกระแสตอนนั้นไม่เท่ากับตอนนี้มั้ง
โดยส่วนตัวคุณสนใจการเมืองมากน้อยแค่ไหน
(นิ่งคิด) ตามๆ บ้าง แต่ก็ไม่ถึงกับติดตามมาก แบบว่าถ้ามีข่าวอะไรน่าสนใจถึงจะติดตาม อย่างเรื่องจัดระเบียบสังคม ผมก็สนใจว่าเป็นอย่างไร
ดังนั้น หลายๆ เพลงที่คุณเขียนจึงอาศัยว่ามาจากประสบการณ์ส่วนตัวที่ได้พบเห็นมาเป็นหลัก เรื่องเซ็กซ์ เรื่องยาเสพติด เป็นต้น
ก็มีบ้าง เท่าที่เห็น อย่างอัลบั้มนี้ (ชี้ไปชุดที่สอง-ชุดที่มีปัญหา) ชัดยิ่งกว่าอัลบั้มแรก คือผมเห็นด้วย พยายามจะพูดให้เป็นกลางด้วย และอะไรที่เราอยากจะเสนอให้เป็นมุมของเรา เราก็จะใส่เสริมเข้าไปด้วย ยกตัวอย่างได้เลยในอัลบั้มนี้จริงเกือบหมด
(หยิบรายชื่อบนปกซีดีชุดที่สองมาดู) อินโทร. ไม่ต้องพูดถึง เพราะเป็นเพลงเกริ่น อย่างชุดใหม่นี่ก็จะมี "ดาจิม แร็พ ไทย" ชุดแรกก็จะเป็นเพลงแร็พ อย่าง "N.Y.U." นี่เป็นรูปแบบของฮิพ-ฮ็อพ ที่จะต้องมีการ represent (นำเสนอ) ตัวเอง ที่มา จุดยืนของตัวเอง มาจากไหน เป็นมาอย่างไร จะทำอะไร เป็นวัฒนธรรมฮิพ-ฮ็อพ ครับ
อย่าง "ห.ว.ย." นี่ก็เรื่องจริง เป็นเรื่องรอบข้างละแวกบ้านผม เพราะเขายังมีหวยปิงปองอยู่ คือหวยเถื่อนนั่นเอง เขาก็จะมาพูดกับผม แล้วคราวนั้นที่เขียนเพลงนี้ หวยนี่จะระบาดมากกับคนแถวนั้น แล้วบุคคลที่อยู่ในชื่อ เป็นชื่อจริงมีตัวตนจริงหมดเลย แต่ผ่านมาสองปี หวยปิงปองนี่ถูกปราบไปแล้ว
อย่าง "สารเลว" นี่คือมุมมองของผม เพลงนี้ผมใช้คำหยาบจริง แต่เจตนารมณ์ของเพลงต้องการให้เป็นไปในแนวทางที่ดี คือผมแค้น ผมไม่ชอบพวกที่ชอบขโมยความคิด พวกที่ชอบก๊อบเทปผีซีดีเถื่อน ซึ่งคำว่า "เพลงใต้ดิน" ของผมนี่ ไม่ใช่ "เทปผีซีดีเถื่อน" แต่เป็นสิ่งที่ผมคิดขึ้นเอง เป็นลิขสิทธิ์ของผมเอง เพลงนี้ผมก็ตั้งใจด่า กันไว้ก่อน ดักทางไว้เลยสำหรับพวกชอบก๊อบ
แล้วมีคนมาก๊อบขายมั้ย
มีครับ ก็ดาจิม ชุดที่หนึ่งชุดที่สอง ก็มีก๊อบหมดแล้ว
อย่างร้านเจยู พันธุ์ทิพย์ ที่ถูกจับ ของแท้หรือของก๊อบ
ของก๊อบครับ ของก๊อบ ... (นิ่ง) ส่วนใหญ่นะ ไอ้สต็อกเหลือ (ของแท้ ) ผมไม่แน่ใจว่าเขาจะมีอย่างไร
เท่าที่ทราบมา เทปชุดหนึ่งและสองของคุณ ยังมีของค้าง (ของแท้) ในสต็อกของหลายร้านอยู่เป็นร้อย จะเป็นการกล่าวหาเขาเกินไปมั้ยว่าขายของก๊อบ
ตอนโดนจับไปผมก็ไม่เกี่ยวแล้ว ผมก็เลยไม่รู้ว่าใครเอาไปทำอะไรรึเปล่า.. อันนี้ผมไม่ทราบจริงๆ ครับ เพราะวันที่ไปแถลงข่าว เขาเอาของตัวอย่างมา มันก็มีทั้งของจริงของแท้ของปลอมปนกันไปหมด
เพลงต่อไป (ในชุดที่สอง) อย่าง "สลึง&สลวย" นี่ก็เรื่องจริง คือการเล่าเรื่องว่าศีลธรรมมันอยู่ตรงไหน เล่าว่าตัวเองมีแฟนอยู่แล้ว แต่แฟนของตัวเองก็ไปชอบกับผู้ชายคนหนึ่งซึ่งผู้ชายคนนี้ก็เป็นเพื่อนรุ่นน้องเค้า แต่เค้าไม่พอใจ ตอนแรกก็นึกว่าหึงแฟนตัวเอง ที่ไหนได้ ดันไปหึงผู้ชาย เพราะไอ้นี่เป็นเกย์คิง อะไรแบบนี้
อย่าง "ผีกะจู๋" ผมถือว่าเป็นเพลงที่ทำเอาไว้โจ๊ก (ตลก) ตามสไตล์ของผม ดาจิม อัลบั้มหนึ่งมันต้องมีเพลงโจ๊ก เพลงโจ๊กของผมจะต้องออกลักษณะเซ็กซ์ๆ กามๆ หน่อย อย่างเพลงนี้ก็เอาเพลงเก่ามาล้อเล่น (เพลงผีกระสือ มาแปลงเป็นผีกระจู๋) ส่วนความหมายนี่ไม่ต้องพูดถึงแล้ว เพราะมันชัดเจน
"ผีสิง" นี่ล่ะที่ออกมา 2 แง่ เป็น 2 มุมมอง มันจะสอนคนบอกว่าเวลาคนเราทำอะไรผิด อย่าอ้างว่าผมไม่ผิดเพราะผีสิง รู้เท่าไม่ถึงการณ์ เมาอยู่ หรืออะไร แต่การที่เขาทำผิด มันก็มีมุมให้มองอีกว่าผิดเพราะอะไร อย่างเรื่องสุดท้าย (ของเพลงนี้) ที่บอกว่า "หนูชื่อตุ๊กตา เบอร์ 136" ทำงานขายบริการ ซึ่งไปเจออาเสี่ย ตอนแรกก็โอเคอยู่ แต่อาเสี่ยมันก็น่าที่จะให้ตุ๊กตามอมยาและปลดทรัพย์ เพราะว่าเอาเปรียบ มันก็มีมุมของมันอยู่
"จุดยืน" ผมทำไว้เป็นสคริปท์สั้นๆ เหมือนเป็น interlude เป็นผลพวงมาจากชุดที่หนึ่งซึ่งมีคนวิจารณ์ว่า ดาจิม แร็พมั่ว แร็พเถื่อน ทำออกมาได้ไง มีจุดยืนรึเปล่า เพลงนี้ผมตั้งใจบ่งบอกว่าจุดยืนของผมแบบนี้แหละ ผมสไตล์นี้ ผมจะทำแบบนี้ พี่จะว่าอะไรก็ว่าไปเหอะ ผมก็ไม่สน เพราะ(ตอนนั้น)ผมถือว่าผมอยู่ใต้ดิน ผมไม่ยุ่งกับใครอยู่แล้ว
พูดง่ายๆ ว่าคุณไม่ได้ตั้งใจทำเพลงเอาใจคนทั้งโลก ?
ใช่ คือจริงๆ แล้ว คำว่าศิลปินในมุมมองของผม อย่างของต่างประเทศ ศิลปินเขาจะสร้างงานที่เขาชอบแล้วเผยแพร่ออกไป เพื่อให้คนอื่นมาชอบตามเค้า ไม่ชอบไม่เป็นไร ไม่ชอบก็ไปฟังของคนอื่น คือไม่มีการบังคับอยู่แล้ว นี่คือสไตล์ของอเมริกันที่ผมมองว่าทำไมเพลงของเขา พวกฮิพ-ฮ็อพ ถึงมีเป็นพันเป็นหมื่นวง แล้วทำไมยังมีคนฟัง ก็มีช้อยส์ให้คนได้เลือกเสพเลือกฟังกันอยู่แล้ว
เพลงต่อไป "อย่าให้กูเจอ" ก็เป็นมุมมองให้เห็นว่าขนาดจอดรถอยู่แป๊บเดียวในห้าง รถก็ยังหาย เพลงนี้เป็นเพลงระบายอารมณ์ เพื่อความสะใจ ผมคิดว่าใครที่เคยรถหายต้องชอบเพลงนี้แน่นอน
ในเพลง "กระทวย" นี่สะท้อนว่าคุณเป็นเกลียดกะเทย ?
ไม่ใช่ อันนี้เหมือนการแหย่ ผมได้เรื่องมาจากเพื่อนคนนึงซึ่งเป็นกะเทยจริงๆ แล้วมาแหย่เล่น เพียงแต่คำที่ผมแหย่คำที่ผวน (เช่น แฮปปูดรูตี้, แม่งสูดรูเตี๋ยว) อาจจะเป็นคำหนัก เลยภาพออกมารุนแรง แต่จริงๆ ผมไม่เคยเกลียดกะเทย กะเทยดีๆ ก็มีตั้งแยะ คบได้ไม่เสียหาย
เพลงต่อไป "ถนน" เหมือนเป็นเพลงที่โชว์ดนตรีเป็นสวิง ดิสโก้หน่อยๆ มันคล้ายๆ การเล่าเรื่อง ไม่มีอะไร เหมือนเรียงความเรื่องนึง ไม่มีจุดหักด้วย ไม่เหมือนอย่าง "เสือกทำไม" ซึ่งเล่าเรื่องเหมือนกัน แต่มีจุดหักเหให้สะใจ แต่ "ถนน" นี่จะเล่าไปอย่างพื้นๆ เลย ให้คนฟังมาดูชีวิตบนถนน มันมีพ่อค้าแม่ค้า มีคนมาตาย มีคนใส่หมวก คนถือปืน มียาบ้า มีกัญชา ถนนนี้มีเรื่องราว ถนนนี้เป็นถนนอะไร ผมว่าคนก็รู้กันอยู่ มีผัดไทย มีเซเวนฯ มีเล่นพูล อะไรอย่างนี้
"Thailand" นี่ทำให้มันสนุกๆ เป็นเพลงโชว์ดนตรีมากกว่า เอาความเป็นไทยมาเสนอ เอาเสียงระนาดเสียงแคนเข้ามาผสม
"มันอยู่ใต้พรม" นี่ทำเอามัน เวอร์ชั่นเดิมจะอยู่ในชุดแรก ที่ทำเพลงนี้เพราะออกชุดแรกมาเนี่ย เพลง "มันอยู่ใต้พรม" เป็นเพลงที่ดังที่สุดในชุดแรก แล้วก็มีพวกเด็กวัยรุ่น เล่นเพลงคัพเวอร์ เอาพวกลิมพ์บิสกิต เอาพวกวงคอร์น มาเล่นคัพเวอร์กัน แล้วก็เอา "มันอยู่ใต้พรม" ของผมไปคัพเวอร์เป็นเวอร์ชั่นบ็อกซ์ พอผมได้ยินมา ผมก็เลยบอกว่าโอเค เดี๋ยวผมทำให้เลยก็ได้ แล้วก็เอาเวอร์ชั่นนี้ไปเล่นกัน ไม่หวงเพลงอยู่แล้ว สนับสนุนด้วยซ้ำเด็กวัยรุ่น
บางคนตั้งข้อสังเกตว่าเพลงที่ออกมานี้มีลักษณะแสดงออกด้วยความคับแค้นต่อสังคม โดยบุคลิกคุณเป็นคนเช่นนั้นมั้ย
ไม่คับแค้นครับ ไม่ใช่เรื่องแค้น แต่เป็นการเสียดสีมากกว่า ทำนองหยอกล้อ แหย่เล่น แต่โอเค ภาษาของผมอาจจะแรง ผมเป็นคนใช้คำแรง เลยทำให้ออกมาดูเหมือนว่า กูนี่แค้นแล้วนะ แล้วเวลาผมร้องเพลง สไตล์ผมจะออกมาแบบตะโกน จะตะคอก จึงยิ่งทำให้บวกอารมณ์ในเพลงนั้นๆ ดูแรงยิ่งขึ้นไปอีก คนเลยสรุปกันว่าหัวรุนแรงแน่ๆ อะไรอย่างนี้
แล้วจริงๆ ไม่ใช่คนหยาบคาย ?
ผมเหรอ ธรรมดามากเลย อยู่ในกลุ่มเพื่อนพูดกัน มันธรรมดา อยู่ที่ใครจะพูดก่อนพูดหลังเท่านั้นเอง เรื่องคำพวกนี้ผมทำมาก่อนแค่นั้นเอง
แต่ทีนี้พอคุณขึ้นมาบนดิน ได้ออกงานกับแกรมมี่ ภาพคุณก็เลยเหมือนถูกจับฟอกสบู่ จับฉีดยาฆ่าเชื้อโรคมาเสร็จสรรพ ?
ทุกอย่างเหมือนเดิมหมดครับ ผมกับดีเจ ดิ๊ก-อิท-ออล ก็ยังทำเพลงด้วยกันเหมือนเดิม เพียงแต่ว่าตรงนี้ผมรู้อยู่ก่อนแล้ว ก่อนที่ผมจะออกเทปเพลงใต้ดิน ผมรู้จักระบบเพลงเมืองไทยอยู่แล้ว เมื่อก่อนผมอยู่ ทาวเวอร์ เรคคอร์ดส์ (ร้านขายซีดีเพลง ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น ซีดี แวร์เฮาส์) ผมคลุกคลีกับเพลงมาเยอะมาก
ผมถึงไม่เลือกทำเพลงบนดินไง ทั้งที่มีโอกาสตอนทำเดโม จะเอาไปเสนอใครก็ได้ แล้วก็มีโอกาสที่จะได้ทำ เพราะตอนนั้น แร็พ มันหาได้น้อยมาก แล้วสไตล์อย่างผม เน้นคำเน้นเรื่องก็หาได้น้อย เพราะผมไม่ใช่สไตล์อย่าง โจอี้ บอย ... แต่ว่าผมเลือกที่จะไม่ทำบนดิน ผมเลือกทำใต้ดินจริงๆ พอทำใต้ดินเสร็จ จุดหักเหก็มีอีก มีเรื่องมีราวอีก จนผมทำไม่ได้
คราวนี้ ผมมาทางนี้แล้ว จะให้ผมหยุดทำ หายไปเลย คนฟังคงไม่ยอมแน่นอน ตัวผมก็คงไม่ยอมด้วย คือผมไม่รู้จะทำอะไรแล้วล่ะ ผมมาอยู่ตรงนี้ผมทำเพลงได้ ผมมีโอกาสทำกับ "จีนี่" ผมจะทำบนดินให้มันรู้แล้วรู้รอดกันไปเลย
ความเข้มข้นของงานชุดใหม่ที่ออกขายบนดินคงต้องลดความก้าวร้าวหยาบคายลง แล้วหันไปหาแนวตลกแทน ?
ขายโจ๊กครับ เหมือนย้อนกลับไปยุคเริ่มแรกใหม่ แต่เอาเข้าจริงๆ ผมว่ามุมมองของผมก็ยังมีนะ อย่าง "ปิดได้ไหม" ปิดเครื่องได้มั้ยวะ เหมือนระบายอารมณ์อยู่ หรืออย่าง "เหนียวแน่นหนึบ" เป็นเรื่องราวของเพลย์บอย อาจจะมองเป็นเพลงรักด้วยก็ได้ แต่ไม่ใช่ความรักของเรา เป็นของคนอื่น
อย่างเพลง Happy Birthday เราอยากทำเพลงอวยพรในสไตล์ที่คนฟังได้อารมณ์ประมาณว่า เฮ้ย ! มันอวยพรเราอยู่รึเปล่า ยังมีท่อนที่บอกว่า "ขอให้มีความก้าวหน้า ขอให้อายุยืน กินอิ่มหลับสบาย ปลุกยังไงก็ไม่ตื่น..." คือมันตายแล้วเนี่ย หรือ "ใครที่มักอับโชค ขอจงหมดโศกหมดเคราะห์ ที่โดนทำร้ายย่ำแย่ ขอให้เหลือแค่เบาะๆ ..." คือยังไงก็ยังโดนอยู่น่ะ
ธรรมชาติแร็พหนีไม่พ้นคำหยาบคาย ในระยะยาวหากเป็นไปตามที่คุณประกาศจุดยืนว่าจะเป็นนักร้องแร็พอย่างเต็มตัว คุณจะทำอย่างไร ต้องรอบารมีให้แก่กล้ากว่านี้ ?
ครับ ชุดนี้ (ชุดใหม่ ดาจิม III) ออกมาแบบนี้ ผมก็ยังไม่ได้คิดอะไรกับมันมาก ชุดหน้าก็ไม่แน่นะ แต่ถึงอย่างไรก็คงไม่มีโอกาสกลับไปแรงได้ขนาดนั้นอีกแล้ว
มีประโยคหนึ่งใน "แร็พ ไทย" คุณบอกว่าคุณขายวิญญาณ ?
ใช่ คือผมเขียนดักไว้เลย เพราะต้องมีคนพูดอยู่แล้วแหละว่า "ขายวิญญาณ" ผมประชดไปตามนั้น ...
ทำไงได้ เพราะใต้ดินตอนนี้มันอยู่ไม่ได้แล้ว......